วันพุธที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2553

7ขั้นตอนสู่ดวงดาวของชาวเกาหลี -0-





ค่ายเพลงเป็นปัจจัยสำคัญในการขยายตลาดของวงการบันเทิงเกาหลี เพราะค่ายจะทำหน้าที่ผลิตศิลปินออกมาสู่ท้องตลาด ซึ่งกว่าจะออกมาได้นั้น ก็ต้องผ่านกระบวนการคิดสร้างสรรค์มาเป็นอย่างดี
          
สามค่ายใหญ่ ๆ ในเกาหลีอย่าง SM Entertainment, YG Entertainment และ JYP Entertainment เป็นสามค่ายยักษ์ที่ผลิตศิลปินคุณภาพออกมาตลอด มีคนมาออดิชั่นมากมาย เพราะเหล่าผู้ที่เข้ามาออดิชั่นนั้น ต่างรู้ว่าสามค่ายนี้มีเปอร์เซ็นต์สูงมากที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ และมีชื่อเสียงโด่งดัง แม้ว่ากระบวนการในการที่จะเป็นศิลปิน หลังจากผ่านการคัดตัวเข้าค่ายยักษ์ใหญ่นั้น จะหนักหนาสาหัสขนาดไหนก็ตาม แต่ทุกคนต่างก็เลือกที่จะเข้ามานั่นเอง เพราะไม่ใช่ศิลปินทุกคนที่จะประสบความสำเร็จ

1. คัดตัว (Audition)           เริ่มจากทางค่ายจะเสาะหาศิลปินที่มีความสามารถ พร้อมที่จะก้าวเข้าสู่วงการบันเทิง โดยแรกเริ่มจะทำการดูกระแสนิยมและคิดโพรเจ็กต์ที่จะนำเข้ามาตีตลาด ซึ่งแผนงานนี้ไม่ใช่วางปีต่อปี แต่เป็นการวางแผนการตลาดของทางค่ายระยะยาวเกินกว่า 5 ปีขึ้นไป หลังจากนั้นจึงจะทำการค้นหาศิลปิน ที่ตรงตามคาแร็กเตอร์ที่ได้วางเอาไว้ ซึ่งส่วนมากจะเป็นเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป แต่ไม่เกิน 20 ปี เพราะถ้านำเด็ก ๆ มาฝึกก็จะมีช่วงของการพัฒนาได้มาก อีกทั้งหากนำเด็กผู้ชายมาฝึกในช่วงอายุมาก ก็จะติดในเรื่องของการเกณฑ์ทหาร ซึ่งจะทำให้การฝึกไม่ต่อเนื่องนั่นเอง

2. ลบข้อด้อยทางความสามารถ
           หาใช่ว่าผ่านการออดิชั่นเข้ามาแล้วจะได้ออกอัลบั้มเลย เพราะศิลปินแต่ละคนมีความสามารถที่แตกต่างกัน หากจะออกการแสดงเป็นกลุ่ม ก็จะต้องทำให้ค่าเฉลี่ยความสามารถของแต่ละคนนั้นเท่าเทียมกัน หรือใกล้เคียงกันที่สุด หากใครที่เต้นเก่งก็ต้องไปพัฒนาเสียงร้อง ส่วนใครที่ร้องเพลงเก่งก็ต้องไปพัฒนาในเรื่องของการเต้น โดยจะมีการทดสอบในแต่ละอาทิตย์ในเรื่องของพัฒนาการ ซึ่งถ้าหากใครสอบไม่ผ่านก็จะถูกคัดออกไปในที่สุด ซึ่งกระบวนการดังกล่าวนี้ใช้เวลากันอย่างน้อย 3-5 ปี ซึ่งศิลปินจะต้องอยู่ในวินัยอย่างเคร่งครัดไม่ว่าจะเป็น ห้ามมีแฟน ห้ามหนีเที่ยว ห้ามดื่มเหล้า เพื่อผลต่อตัวศิลปินและทางค่ายนั่นเอง

3. ลบข้อด้อยทางกายภาพ
           ศิลปินบางคนนั้นมีความสามารถมาก แต่ด้อยในเรื่องของหน้าตาจนน่าเสียดาย ทางค่ายก็จะนำไปปรึกษาแพทย์ทางการศัลยกรรมเพื่อลดข้อด้อยดังกล่าว จะเสริมจมูก ทำตาสองชั้น ลดไขมัน หน้าท้อง ทำขาให้เรียวเล็ก หรืออะไรก็ตาม ซึ่งส่วนนี้จะเป็นทุนของทางต้นสังกัด ที่จะออกทุนให้กับศิลปินดังกล่าว แล้วค่อยมาเรียกเก็บในภายหลังที่ออกอัลบั้มและทำรายได้แล้วนั่นเอง โดยศิลปินเกาหลีที่เราเห็นในทุกวันนี้ 99% ล้วนผ่านการศัลยกรรมมาแล้วทั้งสิ้น มีส่วนน้อยมากที่ไม่ทำศัลยกรรมใด ๆ เลย
4. ซ้อมเพลงโชว์
           หลังจากศิลปินผ่านการลบข้อด้อยทั้งหมด ทางค่ายก็จะเริ่มแต่งเพลงและคิดการแสดงขึ้น เพื่อให้ศิลปินทำการร้อง และฝึกซ้อมเต้นเพื่อนำขึ้นแสดง ซึ่งเพลงที่ซ้อมนั้นมีจำนวนไม่เกิน 2 เพลง แต่ซ้อมกันเป็นปี เพื่อให้ชินกับเพลงและเต้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมเพรียง และออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด ซึ่งศิลปินต่างบอกว่านี่เป็นกระบวนการที่ทรมานมาก เพราะจะต้องซ้อมเพลงเดิมซ้ำ ๆ อยู่เรื่อย ๆ ซึ่งเมื่อซ้อมจนเป็นที่พอใจตามมาตรฐานของทางค่ายแล้ว จึงจะทำออกมาเป็น Music Video สู่สายตาผู้คนนั่นเอง

5. เปิดตัว (Debut)
           หลังจากทำ Music Video ออกมา ศิลปินก็จะขึ้นแสดงเปิดตัว โดยออกไปตามรายการคอนเสิร์ต แต่การขึ้นแสดงหาใช่ว่าศิลปินนักร้องโดยสมบูรณ์ แต่มันเป็นการชิมลางตลาดว่ามาถูกทางหรือไม่ ถ้าไม่ถูกทางก็ต้องนำไปปรับปรุงแก้ไขส่วนที่เป็นจุดบกพร่อง เพื่อให้ตรงกับความต้องการของตลาด ถ้าหากแก้ไข แล้วยังไม่เป็นที่พอใจของตลาดหรือผู้ชม ก็ต้องพับเก็บเอาไว้ ถือว่าลงทุนล้มเหลว ซึ่งก็มีหลายทีมที่ประสบความสำเร็จและหลายทีมที่ต้องพับไป ส่วนช่วยในเรื่องของการโปรโมทนี้ ศิลปินที่เปิดกรุ๊ปต่าง ๆ ไม่ว่าชายหรือหญิง ทางค่ายจะมีการวางตำแหน่งพรีเซ็นเตอร์ประจำกลุ่มอยู่ ซึ่งมีความสำคัญมาก คนที่ประจำตำแหน่งนี้ จะเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอยู่แล้ว หรือหน้าตาดี เพื่อทำให้เกิดจุดสนใจ และเป็นการโปรโมท ทำให้ผู้ชมรู้จักกับวงไปในตัว หากจะยกตัวอย่างให้เห็นก็เช่น Ahn So Hee (Wonder Girls), นิชคุณ (2pm) หรือ ยุนอา (Girl’s Generation)

6. ออกอัลบั้ม
           เมื่อวัดกระแสตอบรับของศิลปินแล้ว ผลการตอบรับดี ก็จะเป็นเครื่องยืนยันให้กับทางค่ายว่ามาถูกทาง ทางค่ายก็จะออกชิงเกิ้ลตัวต่อ ๆ ไปให้กับศิลปินเพื่อออกโชว์ จนเพลงมีจำนวนมากพอที่จะออกเป็นอัลบั้ม จึงจะทำเป็นอัลบั้มวางขาย ซึ่งอัลบั้มก็จะมีรูปลักษณ์ที่สวยงามน่าเก็บสะสม ดึงดูดใจแฟนเพลงได้เป็นอย่างดี และในระหว่างนั้นทางศิลปินจะตระเวนออกรายการทีวีวาไรตี้ต่าง ๆ เพื่อต่อกระแสโปรโมทให้กับทางค่ายและกับตัวเองอยู่เรื่อย ๆ ไม่ให้กระแสตกนั่นเอง

7. สร้างกลุ่มศิลปินใหม่ทดแทน
           อย่างไรก็ตาม กลุ่มศิลปินทุกกลุ่มก็ย่อมมีวันเหนื่อยล้า วันหมดแรง วันที่แยกวง และมีวันที่กระแสความนิยมนั้นหมดไป จึงเป็นเหตุให้ทางค่ายต้องปั้นศิลปินใหม่ออกมาอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งการที่ทางค่ายมีศิลปินที่ประสบความสำเร็จอยู่แล้ว ก็เป็นเรื่องง่ายที่จะทำการโปรโมทศิลปินกลุ่มใหม่ เพราะนอกเหนือจากการออกโชว์การแสดงแล้ว ทางค่ายจะจัดทำกิจกรรมร่วมกัน ระหว่างศิลปินกลุ่มเก่ากับศิลปินกลุ่มใหม่ และจัดทำเป็นรายการโปรโมทออกสู่ทางรายการทีวี เพื่อสร้างกระแสความนิยมให้กับศิลปินกลุ่มใหม่ และต่อความนิยมให้กับศิลปินกลุ่มเก่า และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจให้กับทางค่ายเพลงนั่นเอง

วันพฤหัสบดีที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Go to Los Angeles =D

ลอสแอนเจลิส (Los Angeles) หรือที่รู้จักในชื่อ แอลเอ (L.A.) เป็นเมืองใหญ่ที่มีประชากรมากที่สุดอันดับ 2 ในสหรัฐอเมริกา และเป็นหนึ่งในศูนย์กลาง ทางด้าน เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการบันเทิง ลอสแอนเจลิสตั้งอยู่ในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย และเริ่มตั้งเป็นเมืองเมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2393 (ค.ศ. 1850) ในขณะที่มีประชากร 1,610 คน ในปี พ.ศ. 2543 ตามสัมมโนประชากรลอสแอนเจลิส มีประชากรประมาณ 4 ล้านคนในเขตตัวเมือง และเขตรอบนอกประมาณ 17.5 ล้านคน ลอสแอนเจลิสได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีการปะปนของวัฒนธรรมมากที่สุดในโลก เนื่องจากการอพยพของคนหลายเชื่อชาติ เนื่องจากลักษณะของอากาศที่อบอุ่นสบาย และลักษณะการเป็นอยู่ต่างๆ
ชื่อเมืองลอสแอนเจลิส (Los Angeles) /lɒs.ˈæn.dʒə.lɪs/ มาจากคำว่า โลสอังเคเลส (Los Ángeles) /los.'aŋ.xe.les/ ในภาษาสเปน หมายถึง เทวดาหลายองค์เป็นรูปพหูพจน์ของคำว่า el ángel ซึ่งเป็นเพศชาย ซึ่งชื่อเมืองนั้นมีความหมายว่า "เมืองแห่งเทพ" เช่นเดียวกับ กรุงเทพ
ลอสแอนเจลิส ได้เป็นที่รู้จักในชื่อของที่ตั้งของ ฮอลลีวูด และปลายทางของถนนสายประวัติศาสตร์ รูท 66 มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่ตั้งอยู่ในลอสแอนเจลิส ได้แก่ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส (UCLA) และ มหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย (USC)
ทีมกีฬาที่มีชื่อเสียงในเมืองได้แก่ ลอสแอนเจลิส เลเกอรส์ (บาสเกตบอล) ลอสแอนเจลิส คลิปเปอรส์ (บาสเกตบอล) ลอสแอนเจลิส ดอดจ์เจอรส์ (เบสบอล) ลอสแอนเจลิส คิงส์ (ฮอกกี้น้ำแข็ง) ลอสแอนเจลิส แกแลกซี (ฟุตบอล) ซี.ดี. ชีวาส ยูเอสเอ (ฟุตบอล) นอกจากนี้ในเมืองลอสแอนเจลิส ได้เคยเป็นเจ้าภาพจัดงานโอลิมปิก สองครั้ง ในปี พ.ศ. 2475 (ค.ศ. 1932) และ พ.ศ. 2527 (ค.ศ. 1984) ในอดีตมีทีมอเมริกันฟุตบอลในชื่อ "ลอสแอนเจลิส เรดเดอรส์" ซึ่งปัจจุบันได้ย้ายไปไปประจำเมือง โอกแลนด์ และเปลี่ยนชื่อเป็น โอกแลนด์ เรดเดอรส์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538



วันอังคารที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

10 อันดับ ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก *

10. ประเทศ ญี่ปุ่น
ประชากร : 127,630,000  
เมืองหลวง : กรุงโตเกียว

9. ประเทศ รัสเซีย
ประชากร : 141,825,000
เมืองหลวง : กรุงมอสโก

8. ประเทศ ไนจีเรีย
ประชากร : 154,729,000
เมืองหลวง : กรุงอาบูจา

7. ประเทศ บังกลาเทศ

ประชากร : 162,221,000เมืองหลวง : กรุงธากา

6. ประเทศ ปากีสถาน
ประชากร : 166,418,000
ประชากร : 166,418,000
เมืองหลวง : กรุงอิสลามาบัด
 
5. ประเทศ บราซิล
ประชากร: 191,284,848
เมืองหลวง: กรุงบลาซิเลีย
 
4. ประเทศ อินโดนีเซีย
ประชากร: 230,227,687
เมืองหลวง: กรุงจากาตาร์
 
3. ประเทศ สหรัฐอเมริกา
ประชากร: 306,460,000
เมืองหลวง: วอชิงตัน ดีซี
 
2. ประเทศ อินเดีย
ประชากร: 1,163,480,000
เมืองหลวง: นิวเดลี
 
1. ประเทศ จีน
ประชากร: 1,338,156,900
เมืองหลวง: กรุงปักกิ่ง


 


วันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Music To Day :]

http://www.youtube.com/watch?v=RXbnq5eW0vo

Christmas Day ^^

ประวัติ

ประวัติความเป็นมาของวันคริต์มาส ซึ่งเป็นวันประสูติของพระเยซูนั้น ตามหลักฐานในพระคัมภีร์บันทึกไว้ว่า พระเยซูเจ้าประสูติในรัชกาลของจักรพรรดิออกุสตุสแห่งจักรวรรดิโรมัน ซึ่งทรงสั่งให้จดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งแผ่นดิน โดยคีรีนิอัส เจ้าเมืองซีเรีย ก็รับนโยบายไปปฏิบัติให้มีการจดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งอาณาเขต แต่ในพระคัมภีร์ ไม่ได้ระบุว่า พระเยซูประสูติวันหรือเดือนอะไร ด้านนักประวัติศาสตร์วิเคราะห์ว่า เดิมทีวันที่ 23 ธันวาคม เป็นวันที่จักรพรรดิซาไกกำหนดให้เป็นวันฉลองวันเกิดของสุริยเทพ
ตั้งแต่ปี ค.ศ. 274 ชาวโรมันซึ่งส่วนใหญ่นับถือเทพเจ้าฉลองวันนี้เสมือนว่า เป็นวันฉลองของพระจักรพรรดิไปในตัวด้วย เพราะจักรพรรดิก็เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ ที่ให้ความสว่างแก่ชีวิตมนุษย์ แต่ชาวคริสต์ที่อยู่ในจักรวรรดิโรมัน รวมถึงชาวโรมันที่เปลี่ยนไปนับถือคริสต์อึดอัดใจที่จะฉลองวันเกิดของสุริยเทพ จึงหันมาฉลองการบังเกิดของพระเยซูเจ้าแทน หลังจากที่ชาวคริสต์ถูกควบคุมเสรีภาพทางศาสนาตั้งแต่ปี ค.ศ. 64 - ค.ศ. 313 จนถึงวันที่ 23 ธันวาคม ปี ค.ศ. 330 ชาวคริสต์จึงเริ่มฉลองคริสต์มาสอย่างเป็นทางการและเปิดเผย

คำอวยพร
คำอวยพรสำหรับเทศกาลคริสมาสใช้ คำอวยพรว่า Merry Christmas สุขสันต์วันคริสต์มาส คำว่า Merry ในภาษาอังกฤษโบราณ แปลว่า สันติสุขและความสงบทางใจ จึงเป็นคำที่ใช้อวยพรคนอื่น ขอให้เขาได้รับสันติสุข และความสงบทางใจ เนื่องในโอกาสเทศกาลคริสต์มาส ต่อมาคือ "เพลง" ที่ใช้เฉลิมฉลองทั้งจังหวะช้าและจังหวะสนุกสนาน ส่วนใหญ่แต่งในยุคพระราชินีวิกตอเรียแห่งอังกฤษ (ค.ศ.1840-1900) ปัจจุบันแพร่หลายไปทั่วโลกโดยแปลเป็นภาษาต่างๆ มากมาย

 ซานตาคลอส

นักบุญ(เซนต์)นิโคลัสแห่งเมืองไมรา นักบุญองค์นี้เป็นสังฆราช ของ ไมรา มีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่4 ได้รับการยกย่องให้เป็นซานตาคลอสคนแรก เพราะมาวันหนึ่ง เป็นวันคริตส์มาสเซนต์จึงเดินทางแจกของขวัญให้กับเด็กๆอย่างมีความสุข

 ต้นคริสต์มาส

ต้นคริสต์มาสหรือต้นสนที่นำมาประดับประดาด้วยดวงไฟหลากสีสัน การตกแต่งนี้ย้อนไปในศตวรรษที่ 8 เมื่อเซนต์บอนิเฟส มิชชันนารีชาวอังกฤษที่เดินทางไปประกาศเรื่องพระเจ้าในเยอรมนี ได้ช่วยเด็กที่กำลังจะถูกฆ่าเป็นเครื่องสังเวยบูชาที่ใต้ต้นโอ๊ก โดยเมื่อโค่นต้นโอ๊กทิ้งก็ได้พบต้นสนเล็กๆ ต้นหนึ่งขึ้นอยู่โคนต้นโอ๊ก ท่านจึงขุดให้คนที่ร่วมพิธีกรรมเหล่านั้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของชีวิต และตั้งชื่อว่า ต้นกุมารพระคริสต์ ต่อมา มาร์ติน ลูเธอร์ ผู้นำคริสตจักรชาวเยอรมัน ตัดต้นสนไปตั้งในบ้านในเดือนธันวาคม ปีค.ศ.1540 หลังจากนั้นในศตวรรษที่ 19 ต้นคริสต์มาสจึงเริ่มแพร่ไปสู่ประเทศอังกฤษและทั่วโลก

 เพลงคริสต์มาส
เพลงคริสต์มาส เริ่มมีขึ้นในศตวรรษที่ 5 ซึ่งผู้แต่งมีทั้งพระสงฆ์และฆราวาส เนื้อร้องเป็นภาษาลาติน ลักษณะของเพลงเป็นแบบสง่า เน้นถึงความหมายของการเสด็จมา ของพระเยซูเจ้า แต่ในศตวรรษที่ 12 ได้มีการแต่งในท่วงทำนองที่ร่าเริงสนุกสนานมากขึ้น เริ่มจากประเทศอิตาลี โดยนักบุญฟรังซิส อัสซีซี และนักบวชคณะฟรังซิสกัน เป็นผู้สนับสนุน ให้มีเพลงคริสต์มาสแบบใหม่ ซึ่งชาวบ้านชอบ คือมีท่วงทำนองที่ร่าเริงกว่า และเน้นถึงความชื่นชมยินดี ในโอกาสคริสต์มาส เพลงเหล่านี้มีทั้งที่เป็นภาษาลาติน และภาษาพื้นเมือง เพลงหนึ่งที่แต่งในสมัยนั้น (แต่งคำร้องในปี ค.ศ.1274) และยังใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน คือ เพลง Oh Come, All Ye Faithful หรือ Adeste Fideles ในภาษาลาติน เพลงคริสต์มาส ที่นิยมร้องมากที่สุดในปัจจุบันได้แต่งขึ้นในศตวรรษที่ 19 จากประเทศเยอรมัน และประเทศอังกฤษเป็นส่วนใหญ่ เพลงที่มีชื่อเสียงมากได้แก่ เพลง Silent Night, Holy Night ความเป็นมาของเพลงนี้คือ วันก่อนวันฉลองคริสต์มาส ของปี ค.ศ.1818 คุณพ่อโจเซฟ โมห์ (Joseph Mohr) เจ้าอาวาสวัดที่โอเบิร์นดอฟ (Oberndorf) ประเทศออสเตรีย ได้ข่าวว่าออร์แกนในวัดเสีย ทำให้วงขับร้อง ไม่สามารถร้องเพลงตามที่ซ้อมไว้ได้ จึงมีการแต่งเพลงคริสต์มาสใหม่ นำไปเพื่อนชื่อ ฟรานซ์ กรูเบอร์ (Franz Gruber) ใส่ทำนอง ในคืนวันที่ 24 นั้นเอง สัตบุรุษวัดนี้ ก็ได้ฟังเพลง Silent Night เป็นครั้งแรก โดยมีการเล่นกีตาร์ประกอบการขับร้อง ซึ่งกลายเป็นเพลงที่นิยมมากที่สุดทั่วโลก